การป้องกันไวรัสโคโรนา

ปัจจุบันไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่แพร่ระบาดไปแล้วใน 116 ประเทศและดินแดนทั่วโลก
มีผู้ติดเชื้อกว่า 126,000 คน ทั้งได้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 4,600 คน

ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่คืออะไร

จีนได้ทำการยืนยันเมื่อ 31 ธ.ค. 2019 ว่าเกิดการระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ในเมืองอู่ฮั่น ซึ่งมีประชากรกว่า 11 ล้านคนอาศัยอยู่
โดยหลังจากเก็บตัวอย่างไวรัสจากคนไข้นำไปวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการแล้ว ในเวลาต่อมาประเทศจีนและองค์การอนามัยโลกได้ระบุมาว่า
ไวรัสชนิดนี้คือ “เชื้อไวรัสโคโรนา” ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการพบไวรัสโคโรนามาแล้วถึง 6 สายพันธุ์ ที่เคยเกิดการระบาดในมนุษย์

คนไทยรู้จักไวรัสในตระกูลนี้มาแล้วจากโรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันร้ายแรง หรือโรคซาร์ส (Severe Acute Respiratory Syndrome – SARS)
ซึ่งมีสาเหตุจากเชื้อไวรัสโคโรนาเช่นกัน โดยพบการระบาดครั้งแรกเมื่อปลายปี 2002 เริ่มจากพื้นที่มณฑลกวางตุ้งของจีน
ก่อนที่จะแพร่กระจายไปในหลายประเทศ จนมีผู้ติดเชื้อมากกว่า 8,000 คน และคร่าชีวิตผู้คนไปเกือบ 800 คนทั่วโลก

องค์การอนามัยโลก ได้ประกาศชื่อที่เป็นทางการสำหรับใช้เรียกโรคทางเดินหายใจที่เกิดจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ว่า “โควิด-ไนน์ทีน” (Covid-19)
ขณะที่คณะกรรมการระหว่างประเทศว่าด้วยอนุกรมวิธานวิทยาของไวรัส (International Committee on Taxonomy of Viruses )
ได้กำหนดให้ใช้ชื่อไวรัสที่ทำให้เกิดโรค Covid-19 ว่า SARS-CoV-2 หรือไวรัสโคโรนาโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรงชนิดที่สอง (Severe acute respiratory syndrome coronavirus 2)
เนื่องจากมีความเกี่ยวข้องทางพันธุกรรมอย่างใกล้ชิดกับเชื้อไวรัสโรคซาร์ส

ที่มาของโรค

ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนถึงแหล่งกำเนิดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ก่อนหน้านี้มีการสันนิษฐานว่า ไวรัสชนิดนี้อาจเริ่มติดต่อจากสัตว์ป่ามาสู่คน
โดยมีต้นตอของการแพร่ระบาดมาจากงูเห่าจีน (Chinese cobra) และงูสามเหลี่ยมจีน (Chinese krait) ที่นำมาวางจำหน่ายในตลาดสดเมืองอู่ฮั่น ซึ่งเป็นสถานที่พบผู้ติดเชื้อกลุ่มแรกๆ

ทีมผู้วิจัยสันนิษฐานว่า งูอาจเป็นตัวกลางที่ส่งต่อเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จากค้างคาวมาสู่คน เนื่องจากงูเหล่านั้นเป็นงูพิษที่อาศัยอยู่ในธรรมชาติโดยล่าค้างคาวในถ้ำเป็นอาหาร
แต่ก็ยังคงมีข้อสงสัยว่า ไวรัสโคโรนาสามารถปรับตัวให้อยู่อาศัยและขยายพันธุ์ในร่างกายของทั้งสัตว์เลือดเย็นและสัตว์เลือดอุ่นได้อย่างไร

อาการ

องค์การอนามัยโลก ระบุว่าผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่จะมีอาการเริ่มแรกคือ มีไข้ ตามมาด้วยอาการไอแห้งหลังจากนั้นประมาณหนึ่งสัปดาห์จะมีปัญหาหายใจติดขัด
ผู้ป่วยอาการหนักจะมีอาการปอดบวมอักเสบร่วมด้วย หากมีอาการรุนแรงมากอาจทำให้อวัยวะภายในล้มเหลว

ขณะที่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข แนะนำว่า หากผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยงการระบาดของโรคมีอาการไข้
ร่วมกับอาการทางเดินหายใจอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ ควรรีบพบแพทย์ทันที

ความรุนแรงของโรค

ปัจจุบันนักวิจัยประเมินว่า ในจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 1,000 คน มีผู้เสียชีวิตราว 5-40 คน ขณะที่นายแมตต์ ฮานค็อก
รัฐมนตรีสาธารณสุขของสหราชอาณาจักร ระบุเมื่อวันที่ 1 มี.ค.ที่ผ่านมาว่า “การประเมินที่ดีที่สุด” ของรัฐบาลคือ อัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 2% หรือต่ำกว่านั้น
ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งเรื่องของอายุ เพศ สุขภาพ และระบบสาธารณสุขที่ผู้ป่วยเข้ารับบริการ

 

วิธีป้องกัน

ปัจจุบันยังไม่ทราบชัดเจนว่าเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่แพร่กระจายจากคนสู่คนได้อย่างไร แต่เชื้อไวรัสชนิดคล้ายกันนั้นจะแพร่ผ่านทางละอองของเหลวที่ออกมาจากการไอและจาม
คำแนะนำที่ดีที่สุดจากองค์การอนามัยโลกคือ เราสามารถป้องกันตัวเองจากไวรัสที่ติดต่อทางระบบทางเดินหายใจทุกชนิดได้ด้วยการล้างมือ เลี่ยงการเข้าใกล้คนที่ไอหรือจาม
และพยายามอย่าสัมผัสใบหน้า ดวงตา จมูก และปาก

และที่สำคัญ อีกวิธีที่ป้องกันได้ดีที่คือการใส่หน้ากากอนามัยป้องกันทุกครั้งเมื่อออกจากบ้านหรืออยู่ในสถานที่แออัดหรือเสี่ยงการติดเชื้อ
และนอกจากนั้นควรพกเจลหรือแอลกอฮอล์ทำความสะอาดมือติดตัวไว้ตลอดเวลา เพื่อป้องกันและยับยั้งแบคทีเรียและเชื้อโรคที่ติดตามร่างกายหรือมือ

4 thoughts on “การป้องกันไวรัสโคโรนา”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *